Jul 5, 2009

เพื่อไทยเรียกร้อง“กษิต"ลาออก

เมื่อเวลา 09.40 น. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยแถลงข่าวเรียกร้องนายกษิตลาออก หลังพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกแจ้งข้อกล่าวหาบุกสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ว่า ก่อนหน้านี้นายกษิต รมว.ต่างประเทศ เคยพูดไว้ว่าหากโดนแจ้งข้อหาจะลาออกจากตำแหน่ง ดังนั้นวันนี้พรรคเพื่อไทยจึงขอเรียกร้องนายกษิตให้ลาออก และให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พิจารณาเรื่องนี้ด้วย ไม่ใช่ซื้อเวลาลากเรื่องนี้ออกไป ซึ่งข้อหาที่นายกษิต ถูกออกหมายเรียกมีความรุนแรง ทั้งในข้อหาก่อการร้ายและฝ่าฝืน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 9 ขณะที่การประชุมอาเซียนที่ จ.ภูเก็ต กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 17 – 23 ก.ค.นี้ หากมี รมว.ต่างประเทศ ที่ถูกดำเนินคดีข้อหารุนแรงเช่นนี้ ก็ทำให้ประเทศไทยขาดความสง่างาม ดังนั้นวันนี้อย่าเอาศักดิ์ศรีประเทศไทยไปแลกกับรัฐมนตรีคนเดียว กับความมั่นคงของรัฐบาล
“นายกรัฐมนตรี เคยพูดเสมอว่าปัญหาของประชาชนต้องมาก่อน แต่วันนี้รัฐบาลสอบตก เพราะใช้รัฐมนตรีผิดฝาผิดตัว เช่น ครม.เศรษฐกิจ นายรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าทีมก็ล้มเหลว ตัวเลขจีดีพีติดลบ ดังนั้นโอกาสนี้ ควรปรับครม. ทั้งรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ฝ่ายความมั่นคง และต่างประเทศ ให้ถูกฝาถูกตัว เพื่อแก้ปัญหาในวันข้างหน้า ไม่ใช่บริหารงานแบบซื้อเวลา แบบจัดสรรอำนาจ โดยที่มุ่งแต่จะแก้ปัญหารัฐบาล ไม่ใช่ปัญหาประชาชน ซึ่งนายก ฯ ควรต้องปรับครม.ก่อนที่จะมีการประชุมอาเซียน ” โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว
นายพร้อมพงศ์ ยังกล่าวด้วยว่า ในวันที่ 9 ก.ค.นี้ เวลา 10.00 น. พรรคเพื่อไทย จะยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี เพื่อทำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาปราสาทเขาพระวิหารให้ปรากฏ หลังที่คณะรัฐมนตรีโดยนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแดล้อม ได้ยื่นประเด็นโต้แย้งข้อพิพาทกรณีปราสาทเขาพระวิหารต่อศาลโลกที่ประเทศสเปน ซึ่งการยื่นหนังสือของพรรคเพื่อไทยเป็นไปตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร เพื่อจะขอให้ นายก ฯ เปิดเผยว่ายื่นประเด็นโต้แย้งอะไรบ้าง และให้นายก ฯ ตั้งคณะกรรมการด้านกฎหมายและมรดกโลก เพื่อหาข้อเท็จจริงว่า เรื่องนี้การโต้แย้งสามารถทำได้หรือไม่ อย่างไร หลังจากที่ศาลโลกเคยมีคำพิพากษามาแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2505 ซึ่งการโต้แย้งต้องดำเนินการภายใน 10 ปี
“พรรคเพื่อไทย ต้องการให้นายก ฯ ทำความจริงให้ปรากฏเพื่อป้องกันไม่อยากให้มีนักการเมืองกลุ่มใดใช้ประเด็นนี้ไปปลุกระดมเหมือนลัทธิข้ามชาติจนทำให้กลายเป็นปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะถึงเวลาที่เราต้องเอาเพื่อนบ้านเป็นรั้ว” โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว
Read More

กษิตลั่นปฏิบัติตามกม.ยันไม่หยุดทำงาน

คมชัดลึก :เพื่อไทยเรียกร้อง“กษิต"ลาออก นายกฯรีเดินทางไปพักผ่อนพร้อมกับครอบครัวเนื่องวันหยุดยาว 5 วัน ระบุช่วงวันหยุดยาว 5 วันส่งเสริมการท่องเที่ยว ห้ามขายสุราวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา พร้อมเร่งสร้างความเชื่อมั่นภาพลักษณ์ของประเทศ

(5ก.ค.) ภายหลังแกนนำพันธมิตร ทั้ง 25 คน ถูกออกหมายเรียกในข้อหาก่อร้าย กรณี ชุมนุมปิดสนาบินสุวรรณภูมิ เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นมี นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ รวมอยู่ด้วยนั้น ล่าสุด จากการติดต่อสอบถาม นายกษิต ทางโทรศัพท์ โดย นายกษิต ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ เนื่องจากยังติดภารกิจอยู่ที่ประเทศกาตาร์
ขณะที่ นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้ นายกษิต ทราบเรื่องที่ถูกออกหมายเรียกแล้ว และพร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย โดยยืนยัน จะไม่มีการหยุดปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด เพราะได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีแล้ว โดย นายกษิต นั้นมีกำหนดกลับประเทศไทยในอีก 1-2 วันนี้ และยืนยันว่า จะเดินทางไปรายงานตัวกับพนักงานสอบสวนอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ พนักงานสอบสวน ได้นัดให้ผู้ที่ถูกหมายเรียก กรณีปิดสนามบินสุวรรณภูมิเข้าพบ วันที่ 16 ก.ค. เวลา 13.00น.ส่วนผู้ที่บุกรุกปิดสนามบินดอนเมือง จำนวน 27 คน จะเข้าพบในเวลา 09.30น. ที่ สโมสรตำรวจ ถ.วิภาวดี
Read More

"จาตุรนต์"ชมตำรวจกล้าหาญออกหมายเรียก"กษิต"

คมชัดลึก :“นพดล ปัทมะ” เรียกร้อง “กษิต ภิรมย์” แสดงสปิริต ทำตามคำพูด ลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกออกหมายเรียก ขณะเดียวกัน ขอให้นายกรัฐมนตรีใช้กฎ 9 ข้อให้ศักดิ์สิทธิ์ เทียบเคียง “วิฑูรย์ นามบุตร”

(5ก.ค.) ที่โรงแรมเรดิสัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ระบุว่า เจ้าหน้าที่มีความกล้าหาญที่ออกหมายเรียก นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในคดีบุกรุกท่าอากาศสุวรรณภูมิ เมื่อครั้งร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่เคยมีท่าทีจะเอาผิด และตั้งนายกษิตมาเป็นรัฐมนตรี
“จากนี้ต้องจับตาว่า จะมีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำคดีนี้หรือไม่ และต้องดูกระบวนการต่อเนื่องจากนี้ว่าจะมีการแทรกแซงหรือไม่” นายจาตุรนต์ กล่าว
"นพดล"จี้"กษิต"แสดงสปิริตเทียบเคียงกรณี"วิฑูรย์"
นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า นากษิตพูดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ถ้าถูกแจ้งข้อหาก็จะลาออก ดังนั้น จึงต้องดูสปิริตขอนายกษิตว่าจะทำตามคำพูดหรือไม่ ความจริงนายกรัฐมนตรีควรจะขอให้นายกษิตได้พิจารณาตัวเอง เพื่อออกไปสู้คดี เพื่อความสง่างาม และยังทำให้กฎ 9 ข้อของนายกรัฐมนตรี มีความศักดิ์สิทธิ์
“กรณีของนายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มีเพียงข้อกล่าวหากรณีปลากระป๋องเน่าในถุงยังชีพเท่านั้น ยังไม่มีการดำเนินคดีอะไร นายกรัฐมนตรียังได้ขอให้ออกจากตำแหน่ง ดังนั้น กรณีของนายกษิตก็ควรเป็นเช่นเดียวกัน แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของรัฐมนตรีต่างประเทศด้วย” นายนพดล กล่าว
นายนพดล ย้ำว่า กรณีของนายกษิต เจ้าหน้าที่รวบรวมหลักฐานมานาน ไม่ใช่คดีที่ลึกลับซับซ้อน และนายกษิตก็ยอมรับว่า ไปร่วมชุมนุมด้วย ข้อเท็จจริงไม่มีการโต้แย้ง และสามารถพิสูจน์ได้ง่าย ทั้งภาพถ่าย และข้อสรุปความเสียหายของกระทรวงคมนาคม กว่า 20,000 ล้านบาท ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงควรจะพิจารณา
“กรณีนี้คุณกษิตควรต้องออก หรืออยู่ในตำแหน่งต่อไป นายกรัฐมนตรีก็ควรใช้มาตรฐานเดียวกัน ผมเห็นว่าหากนายกษิตอยู่ในตำแหน่งต่อไป ยิ่งเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ โดยเฉพาะในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพ ที่ จ.ภูเก็ต ในเดือนนี้” นายนพดล กล่าว
นายนพดล กล่าวว่า ข้อกล่าวหานายกษิตค่อนข้างรุนแรง เพราะเป็นข้อกล่าวหาก่อการร้าย เกรงจะกระทบกับน้ำหนักการเจรจา และความเชื่อมั่นกับประเทศคู่ค้า คู่เจรจา และมิตรประเทศต่างๆ และจะเห็นได้ว่า ในช่วงหลัง นายกษิตไม่ค่อยออกงาน แม้แต่การเจรจาปัญหากับกัมพูชา ก็ให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้เจรจาแทน
"สามเกลอเสื้อแดง"ยันล่าชื่อถวายฎีกาให้"ทักษิณ"
เมื่อเวลา13.40น. ที่ชั้น 6 ห้างสรรพสิรค้าอิมพีเรียลเวิร์ล ลาดพร้าว นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดงกลุ่มความจริงวันนี้ ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ถึงกรณีที่กลุ่มนปช.หน่วยความจริงวันนี้รับหน้าที่รวบรวมรายชื่อประชาชน เพื่อยื่นถวายฎีกาขอพระราชอภัยโทษให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยนายวีระ กล่าวว่า หลังจาก นปช.หน่วยความจริงวันนี้รับหน้าที่รวบรวมรายชื่อประชาชน เพื่อยื่นถวายฎีกา พระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ผ่านมาปรากฎว่ามีปฏิกิริยาจากหลายฝ่ายตามมาทั้งคนเห็นและไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตามจะเดินหน้าต่อไปและจะปิดการล่ารายชื่อในวันที่ 31 ก.ค.นี้
"จาตุรนต์"ระบุ6เดือนรัฐบาลทำงานล้มเหลว
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ว่า ล้มเหลวในการบริหารงาน 5 เรื่อง ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง สาเหตุมาจากพรรคแกนนำ คือ พรรคประชาธิปัตย์ ขาดความสามารถในการบริหารงาน เนื่องจากไม่ได้บริหารมานาน และไม่ได้ดูแลในกระทรวงสำคัญ เวลาจะสั่งการก็เกรงใจผู้ร่วมรัฐบาล ประกอบกับที่มาของรัฐบาลเกิดจากกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย อาศัยคนอื่นจนรัฐบาลไม่เป็นตัวของตัวเอง
“การแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจล้มเหลว ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การกำกับดูแล จนนำไปสู่การปฏิบัติ รัฐบาลประเมินภาวะเศรษฐกิจผิดพลาด ไม่ยอมพูดความจริงกับประชาชน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมา เป็นไปอย่างล่าช้า ไม่สามารถเบิกจ่ายมาใช้ได้ตามเป้าหมาย” นายจาตุรนต์ กล่าว พร้อมแสดงกังวลว่า รัฐบาลยังไม่มีองค์กรตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นที่น่าเชื่อถือ จึงอาจเกิดช่องทุจริตได้ง่ายจากโครงการต่างๆ ของพรรคร่วมรัฐบาล
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ด้านการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคม รัฐบาลยังไม่เข้าใจความแตกแยกที่ร้าวลึก ไม่หาทางออกที่ยั่งยืน ไม่แสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา กระบวนการยุติธรรมยังเป็นแบบ 2 มาตรฐาน ขณะที่การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าไม่ยกเครื่องอย่างจริงจัง จะเกิดปัญหาเลวร้ายขึ้นอย่างแน่นอน
“การเสนอความเห็นครั้งนี้ ไม่เชิงต้องการบอกให้รัฐบาลยุบสภา แต่เน้นการแก้ไขกติกา สร้างความเป็นประชาธิปไตย แก้ต้นเหตุสังคมไทยที่ขัดแย้ง ให้มีทางออกร่วมกันอย่างสันติ และถ้าถึงเวลาก็ยุบสภา ให้ประชาชนตัดสินใจ” นายจาตุรนต์ กล่าว
Read More

Jun 30, 2009

ยิ่งลักษณ์เคืองเฉลิมยกเป็นหน.เพื่อไทย

ยิ่งลักษณ์
คมชัดลึก : "ยิ่งลักษณ์” เคือง "เฉลิม” ประกาศต่อหน้าสื่อ ดันเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ พร้อมออกแถลงการณ์ปฏิเสธอย่างเป็นทางการ "เฉลิม"แจงเหตุต้องการให้ปัญหาในพรรคยุติเชื่อรัฐบาลไปไม่รอดแน่ พร้อมติงเสนาะจะมาเป็นหัวหน้าพรรค

(30 มิ.ย.)ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในระหว่างงานเลี้ยงพรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะพร้อมกับแกนนำพรรค และได้กวักมือเรียกผู้สื่อข่าวไปที่โต๊ะ พร้อมกับกล่าวว่า ช่วยเป็นพยานให้ตนด้วยว่าตนจะไม่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนต่อไปชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ถึงกับอึ้งไปพร้อมกับโบกมือและลุกออกจากโต๊ะทันที ระหว่างนั้นนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ได้เดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่พอใจพร้อมกับบอกว่า “ไม่เห็นด้วย” และเดินจากไป
จากนั้นผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังงานเลี้ยงใกล้จบลงร.ต.อ.เฉลิม ได้ควงแขนนส.ยิ่ง ให้สัมภาษณ์อีกครั้งซึ่งนส.ยิ่งลักษณ์มีท่าทีบ่ายเบี่ยง โดยร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า โดยความเห็นส่วนตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นหัวหน้าพรรคและเป็นนายกรัฐมนตรี เหตุผลเพราะมีความรู้ทางด้านเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ดี เป็นนักเรียนนอกไม่แพ้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีคนบอกว่าตนก็จะเป็นได้ถึงตนจะเก่งแต่ก็ไม่สู้เรื่องอินเตอร์ ที่สำคัญน.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นคนตระกูลชินวัตร และเวลานี้ประชาชนคิดถึงพ.ต.ท.ทักษิณ มาก จึงขอยืนยันว่านส.ยิ่งลักษณ์เหมาะสมที่สุด
ขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณที่ให้เกียรติ แต่จริงๆแล้วขอเปิดโอกาสให้กับหลายคนที่มีความสามารถ เมื่อถามว่าถ้าเสียงส่วนใหญ่ในพรรคสนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของอนาคตเพราะขณะนี้ยังมีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นหัวหน้าพรรคและร.ต.อ.เฉลิมอยู่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นนส.ยิ่งลักษณ์ได้เดินออกจากวงล้อมการให้สัมภาษณ์ทันทีโดยได้มีสีหน้าที่ไม่พอใจ ซึ่งร.ต.อ.เฉลิม จึงเดินตามไปพูดคุยด้วยประมาณ 2 นาทีก่อนที่นส.ยิ่งลักษณ์จะขอตัวเดินทางกลับบ้าน
จากนั้นร.ต.อ.เฉลิม ให้สัมภาษณ์ว่า สาเหตุที่ต้องเสนอ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะตอนนี้วิเคราะห์แล้วว่ารัฐบาลไปไม่รอด อาจจะต้องยุบสภาในเร็ววันนี้ หากตอนนี้ในพรรคเพื่อไทยไม่หาหัวหน้าพรรคขึ้นมาทำหน้าที่ ก็จะเกิดแรงกระเพื่อมในพรรคอยู่ตลอด จนทำให้เราไม่สามารถต่อสู้กับการเลือกตั้งภายนอกได้ และตอนนี้คนที่สนับสนึนตนมีมาก โดยเฉพาะส.ส.อีสาน ที่เอาด้วยกับตน เมื่อตนสนับสนุนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ส.ส.อีสานก็ต้องเห็นด้วยเช่นกัน แล้วเมื่อเป็นอย่างนี้แรงกระเพื่อมในพรรคจะหมดไป
ยิ่งลักษณ์ออกแถลงการณ์โต้เฉลิมอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 20.20 น.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ออกแถลงการณ์ปฎิเสธกรณีที่ร.ต.อ.เฉลิม เสนอให้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่าต้องขอขอบคุณร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่ให้เกียรติ แต่ในขณะนี้ตนยังไม่พร้อมที่เข้ามาทำงานทางการเมืองอย่างเต็มตัว เนื่องจากพรรคเพื่อไทยยังมีแกนนำส.ส.และบุคคลกรที่มีความรู้ความสามารถเป็นจำนวนมากและหลายท่านมีความเหมาะสมที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อีกทั้งนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คนปัจจุบันก็ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.สกลนคร และศรีสะเกษ ตนและตระกูลชินวัตรจะลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การเข้ามาช่วยหาเสียงดังกล่าว เพราะต้องการเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด เพียงแต่จะลงไปให้กำลังใจกับผู้สมัครเท่านั้น
"เฉลิม"ด่าเสนาะกลับคำจะเป็นหน.พรรค
ร.ต.อ.เฉลิม ให้สัมภาษณ์กรณีนายเสนาะ เทียนทอง จะมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่า ยืนยันว่าคนในพรรคไม่มีใครเอานายเสนาะ แน่นอนเพราะก่อนหน้านี้นายเสนาะเคยสาบานว่า ไม่เอาพ.ต.ท.ทักษิณแล้ววันนี้จะมากลับคำ อย่างนี้นายเสนาะก็เสียชื่อเอง นายเสนาะมีแค่สองเสียงคือ ตัวเองกับเงาจะเป็นอย่างไร การที่ตนสนับสนุนน.ส.ยิ่งลักษณ์ก็เพื่อให้ปัญหาในพรรคที่ไม่มีหัวจบลง เพราะที่ผ่านมามีข่าวมามากว่า พล.ต.อ.ประชา พรมนอก พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ ก็อยากเป็น เชื่อว่า ถ้าตนเสนอใครจะต้องเป็นคนนั้นแน่เพราะสส.เอากันหมด
Read More

Jun 29, 2009

มท.3ดึงตั้งกก.ถกค่าครองชีพรสก.ทั้งระบบ

คมชัดลึก : ครส.ตีกลับ 7 รัฐวิสาหกิจขอขึ้นค่าครองชีพ “ ไพฑูรย์ ” ชี้ตัวเลขไม่ชัดเจน เชื่อเสนอครม.ไม่ผ่านแน่ สคร.หวั่น 58 รสก.แห่ขอร่วมวงด้วย ชี้กระทบฐานะการคลังประเทศ เหตุต้องใช้เงิน 7 พันล้านอุ้ม

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่กระทรวงแรงงาน นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ครส.) เพื่อพิจารณาปรับเพิ่มค่าครองชีพรัฐวิสาหกิจ 7 แห่ง ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) องค์การเภสัชกรรม (อภ.) การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ตามข้อเสนอที่คณะกรรมการแรงงานกิจการสัมพันธ์ของรัฐวิสาหกิจทั้ง 7 แห่ง ได้เห็นชอบให้ปรับเพิ่มค่าครองชีพก่อนหน้านี้
นายไพฑูรย์ กล่าวภายหลังการประชุมกว่า 2 ชั่วโมงว่า ที่ประชุม ครส.มีมติยังไม่พิจารณาปรับเพิ่มค่าครองชีพให้กับรัฐวิสาหกิจทั้ง 7 แห่ง เนื่องจากเห็นว่าตัวเลขขอเพิ่มค่าครองชีพไม่เท่ากัน โดยททท.อภ.และกทท. เสนอขอปรับเพิ่มค่าครองชีพเดือนละ 1 , 500 บาท และรัฐวิสาหกิจที่เหลืออีก 4 แห่งให้ปรับเพิ่ม 2 , 000 บาท ยังมีความลักลั่น จึงได้มอบให้ฝ่ายเลขานุการของครส.ไปพิจารณาวางกรอบโครงสร้างค่าครองชีพให้มีตัวเลขที่ชัดเจนและครอบคลุมพนักงานที่มีรายได้น้อยมากที่สุด เพื่อเสนอกลับให้ที่ประชุมครส.พิจารณาในคราวหน้า
“สาเหตุที่ยังไม่มีการพิจารณา เนื่องจากครส.ได้เสนอสูตรเพิ่มค่าครองชีพเป็น 2 แนวทาง คือสูตร 1 เสนอให้ปรับเพิ่มเงินค่าครองชีพให้กับผู้ปฏิบัติงานและผู้ปฏิบัติการที่มีเงินเดือนไม่เกิน 20 , 000 บาท ให้ได้ค่าครองชีพให้ได้คนละ 2 , 000 บาท ไปจนกว่าครม.จะยกเลิกการจ่ายเงินค่าครองชีพชั่วคราวให้กับข้าราชการ ขณะที่สูตร 2 เสนอให้เพิ่มเงินค่าครองชีพให้กับผู้ปฏิบัติงานและผู้ปฏิบัติการโดยไม่ระบุฐานเงินเดือนขั้นต่ำ และกำหนดให้ไม่เกิน 1 , 000 บาทต่อเดือน ซึ่งทั้ง 2 สูตรนี้ยังมีความขัดแย้งกัน หากเลือกสูตรใด สูตรหนึ่ง ก็จะมีปัญหาถกเถียงไม่จบ และตอบสังคมยาก ที่สำคัญครม.ก็คงไม่ให้ผ่านด้วย ” นายไพฑูรย์ กล่าว
นายไพฑูรย์ กล่าวด้วยว่า การพิจารณาของครส.จำเป็นจะต้องดูตามข้อเท็จจริงเป็นหลัก ไม่สามารถทำตามกระแส เพราะเรื่องนี้เมื่อผ่านครส.ไปแล้ว ตนจะต้องนำไปชี้แจงในครม.ดังนั้นการให้ฝ่ายเลขาฯไปเตรียมตัวเลขที่ชัดเจน นอกจากเพื่อความรอบคอบแล้วก็ยังเป็นโอกาสให้รอดูผลการพิจารณาปรับเพิ่มค่าครองชีพของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)และการประปานครหลวง (กปน.)ที่กระทรวงมหาดไทยเตรียมเสนอครม.ว่าจะผ่านหรือไม่ ทั้งนี้หากครม.ให้ผ่าน ตนก็ยอมรับว่าหนักใจ เพราะต้องมีรัฐวิสาหกิจจำนวนมาก เสนอขอปรับเพิ่มค่าครองชีพตามมาอีก ซึ่งทราบจากข่าวว่ามีถึง 23 แห่ง ที่เตรียมร้องขอ ก็จะเป็นปัญหาลูกโซ่ไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะข้าราชการก็อาจจะร้องเรียนว่าทำไมไม่ได้รับบ้าง
นางอัมพร นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ในฐานะเลขานุการครส.กล่าวว่า การจะพิจาณาปรับเพิ่มค่าครองชีพหรือไม่นั้น ครส.ต้องคำนึงถึงฐานะทางการเงินของประเทศเช่นกัน เพราะขณะนี้การเงินของรัฐบาลไม่สู้ดี ถ้าหากพิจารณาโดยไม่ดูเหตุผลเรื่องนี้ก็ต้องไปค้างในที่ประชุมครม .ซึ่งตามพ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ให้อำนาจครส.พิจารณาเห็นด้วยหรือไม่นั้น ต้องเป็นไปตามเหตุผล ไม่ใช่เป็นตรายาง
นางดนุชา ยินดีพิธ รอง ผอ.สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ( สคร.) กล่าวว่า การเพิ่มค่าครองชีพเป็นเรื่องใหญ่ เพราะครส.ต้องร่วมรับผิดชอบ หากเห็นชอบให้มีการเพิ่มค่าครองชีพ ให้กับพนักงานรัฐวิสาหกิจ 58 แห่ง คนละ 2,000 บาท ต้องใช้เงินถึงปีละ 7 , 066 ล้านบาท ซึ่งหมายความว่าจะทำให้กำไรสุทธิของแต่ละรัฐวิสาหกิจ ลดลง และทำให้รายได้ที่ต้องส่งกระทรวงการคลังลดลงไปด้วย คิดเป็นเงิน 2 , 100 ล้านบาท ขณะที่ภาวะวิกฤติของประเทศกำลังขาดแคลนงบประมาณ ทุกรัฐวิสาหกิจจึงต้องใช้เงินอย่างระมัดระวัง เพราะรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ใช้เงินจากรัฐบาลเป็นทุนประเดิม ดังนั้นรัฐบาลจึงถือเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในแต่ละรัฐวิสาหกิจจึงไม่ใช่เรื่องที่รัฐวิสาหกิจจะมาอ้างว่าขึ้นเงินค่าครองชีพแล้วจะไม่กระทบต่อฐานะทางการคลัง
มท.3ดึงตั้งกก.ถกค่าครองชีพรสก.ทั้งระบบ
นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย กล่าวถึงการพิจารณาการจ่ายค่าครองชีพชั่วคราวให้กับพนักงานรัฐวิสาหกิจ ในอัตรา 2,000 บาท หลังจากที่ถูก ครม.ตีกลับให้ไปทบทวนว่า ได้เจรจาพูดคุยกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการประปานครหลวงแล้ว เห็นว่าควรมีการตั้งคณะกรรมการกลางที่มีความเชี่ยวชาญดัชนีค่าครองชีพเข้ามามีส่วนในการพิจารณารายได้ขั้นต่ำ และการพิจารณาควรใช้หลักเกณฑ์เดียวกันทั้ง 55 รัฐวิสาหกิจ โดยอาจเป็นรูปแบบเงินโบนัสมากกว่านำผลประกอบการมาเป็นตัวชี้วัด อย่างไรก็ตาม จะยังไม่มีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ 30 มิ.ย.
“บุญจง”งดชงครม.จ่ายค่าครองชีพพนักงาน กฟน.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จากพรรคภูมิใจไทย กำกับดูแลการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) จะนำเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนเดือนละ 2,000 บาทให้กับพนักงาน กฟน. ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5 หมื่นบาทเข้าสู่การพิจารณาของครม.หลังจากการประชุม ครม. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ประชุมได้ให้กระทรวงมหาดไทย กลับไปทบทวนเรื่องดังกล่าว แต่ต่อมานายบุญจง ได้ตกลงกับ สหภาพ กฟน.ว่าจะผลักดันเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ครม. โดยเปลี่ยนจากอัตราเงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาทมาเป็น 5 หมื่นบาท ซึ่งจะมีพนักงานกฟน.ได้รับค่าตอบแทน 2 พันบาทจำนวนถึง 6,071 คนเป็นเวลา 12 เดือน รวม 240 ล้านบาทต่อปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการตรวจสอบวาระการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 30 มิถุนายน พบว่ากระทรวงมหาดไทย ไม่ได้นำเรื่องดังกล่าวบรรจุไว้ในวาระการประชุม ครม.ในวาระพิจารณาตามปกติแต่อย่างใด ท่ามกลางการคัดค้านเรื่องนี้อย่างหนักจาก ส.ส.ประชาธิปัตย์จำนวนมาก โดยเฉพาะนายกรณ์ จาติกวนิช รมว.คลัง ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพทย์สอบถามนายบุญจง ได้รับคำตอบเพียงว่า จะไม่มีการนำเสนอเรื่องการจ่ายค่าตอบแทน 2 พันบาทเข้าที่ประชุมวันอังคารนี้แต่อย่างใด จากนั้นก็วางสายโทรศัพท์ทันที
Read More

พระองค์เจ้าอาทิตยาธรฯเสด็จชมแพนด้าน้อย

คมชัดลึก :พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าอาทิตยาธรกิติคุณ เสด็จชมแพนด้าน้อย หลินฮุ่ยเป็นการส่วนพระองค์พร้อมพระสหาย ขณะที่หลินฮุ่ยกำลังอุ้มและเลี้ยงแพนด้าน้อยอยู่ในอ้อมกอดด้วยความน่ารัก

เมื่อเวลา 18.40 น. วันที่ 29 มิ.ย.2552 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณหรือ พระองค์ติ๊ด เสด็จเป็นการส่วนพระองค์เยี่ยมชมแพนด้าน้อยและหลินฮุ่ย พร้อมกับพระสหาย และผู้ติดตามที่คอกกักแพนด้า ภายในสวนสัตว์เชียงใหม่ โดยมีนายธนภัทร พงษ์ภมร ผอ .สวนสัตว์เชียงใหม่ พร้อมทีมสัตมแพทย์นักวิจัยแพนด้าและพนักงานสวนสัตว์เชียงใหม่เฝ้ารับเสด็จ
พระองค์เจ้าอาทิตยาธรฯ ทอดพระเนตรแพนด้าน้อยและหลินฮุ่ยภายในคอกกัก โดยเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ได้ จัดเตรียมชุดปลอดเชื้อถวายเพื่อเปลี่ยนฉลองพระองค์ก่อนเข้าชมแพนด้าแม่ลูก ระหว่างการชมนั้นหลินฮุ่ยกำลังอุ้มและเลี้ยงลูกแพนด้าอยู่ในอ้อมกอดด้วยความน่ารัก โดยพระองค์เจ้าอาทิตยาธรใช้เวลาชมทอดพระเนตรแพนด้าแม่ลูกนาน 30 นาที ก่อนเสด็จกลับด้วยรถยนต์ตู้พระที่นั่งโดยมีรถตำรวจทหารการอารักขาตามขบวน
นายธนภัทร กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดกิจกรรม สู่ข้าวเอาขวัญแพนดาน้อย ระหว่างวันที่ 4-6 กรกฎาคมนี้ว่า ขณะนี้สวนสัตว์ได้ขึ้นป้ายเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานดังกล่าวบนถนนสายหลักคือ ถนนสุเทพ จากแยกตลาดต้นพยอม และถนนห้วยแก้วจากโรงแรมเชียงใหม่ภูคำ-สวนสัตว์เชียงใหม่ เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรม โดยมีรูปครอบครัวแพนดา 3 ตัว อยู่ภายในโดมที่มีต้นไผ่ล้อมรอบเป็นสัญลักษณ์ ทั้งนี้ ยังมีห้างร้านและหน่วยงานต่างๆ ร่วมตกแต่งสถานที่ให้เข้ากับบรรยากาศเฉลิมฉลอง
"เวลา 10.00 น. วันที่ 1 กรกฎคมนี้ จะเปิดฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์เรื่องกังฟูแพนดา และสารคดีเกี่ยวกับกำเนิดแพนดาที่บริเวณชั้น 5 อาคารสำนักงาน ซึ่งเด็กๆ สามารถติดต่อขอเข้าชมได้ในวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2 รอบ เวลา 10.00 น. และ 14.00 น.โดยคาดว่าจะมีข้าวโพดคั่วและน้ำอัดลมให้ดื่มฟรี" นายธนภัทร กล่าว
สัตวแพทย์หญิงกรรณิการ์ นิ่มตระกูล สัตวแพทย์ประจำตัวหลินฮุ่ย กล่าวว่า หลายฝ่ายเริ่มคิดถึงการขยายพันธุ์แพนดาครั้งใหม่ ซึ่งโดยส่วนตัวอยากให้หลินฮุ่ยได้มีโอกาสเลี้ยงลูกแพนดาด้วยตัวเอง 2 ปี เพราะเป็นธรรมชาติที่สุดก่อนที่จะส่งลูกกลับ ที่สำคัญเพื่อให้หลินฮุ่ยได้พักฟื้นร่างกายก่อนที่จะเริ่มทำการผสมพันธุ์อีกครั้ง แต่ระดับผู้บริหารอยากให้แยกแพนดาน้อยออกจากหลินฮุ่ยเมื่อครบ 6 เดือน เพื่อเริ่มต้นผสมพันธุ์ใหม่ ทั้งนี้ คงต้องหารือกับผู้เชี่ยวชาญจากจีนในรายละเอียดอีกครั้ง เพราะในจีนจะมีการผสมเทียมแบบปีต่อปี เพื่อเพิ่มจำนวนแพนดาให้มากที่สุด
Read More

ส่งสำนวนคำร้อง28ส.ส.ปชป.ถือหุ้นถึงปธ.กกต.แล้ว

คมชัดลึก :อนุกรรมการสอบฯ ส่งสำนวนคำร้อง 28 ส.ส.ปชป.ถือหุ้นถึงปธ.กกต.แล้ว เชื่อ ยังไม่รู้ผลพรุ่งนี้ เลขาฯ เชื่อมั่นดุลพินิจกกต.ย้ำความเห็นอนุฯไม่ผูกพัน กกต

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับสำนวนคำร้อง ส.ส. 28 คนของพรรคประชาธิปัตย์ นั้นที่คณะอนุกรรมการสอบฯได้สรุปและลงนามส่งให้กับนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว ซึ่งคาดว่า วันที่ 30 มิ.ย.ประธานกกต. จะนำเข้าที่ประชุมและจะสำเนาสำนวนการสรุปให้กับกกต. ซึ่งกกต.จะต้องมาดูว่าได้มีการดำเนินการไปอย่างไรเหมือนกับการดำเนินการชุดที่ผ่านมาหรือไม่
หากมีการสรุปเหมือนกับชุดที่ผ่านมา โดยไม่ได้มีการแยกบริษัทที่เข้าข่ายมาตรา 48 และ มาตรา 265 ตามที่กกต.ได้มีมติไปแล้วในการพิจารณาคำร้องของส.ว. ออกมาให้ชัดเจนว่าใครได้ถือหุ้นอะไรไว้บ้าง ก็ต้องให้มีการไปดำเนินการขึ้นมาใหม่ โดยจะให้เอาบรรทัดฐานจากการพิจารณาของส.ว.ไปดำเนินการ ทำมาให้มีความสอดคล้องกัน เชื่อว่า สำนวนส.ส. 28 คน ของพรรคประชาธิปัตย์จะยังไม่รู้ผลในวันที่ 30 มิ.ย.
เลขาฯ เชื่อมั่นดุลพินิจกกต.ย้ำความเห็นอนุฯไม่ผูกพัน กกต. นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีสำนวน 28 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ถือครองหุ้นอาจขัดรัฐธรรมนูญจะเข้าที่ประชุมในวันที่ 30 มิถุนายนหรือไม่ ว่า กรณีดังกล่าว ทางอนุกรรมการได้สรุปสำนวนเสร็จแล้ว ขึ้นอยู่ที่ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. จะสั่งนำเข้าที่ประชุมหรือไม่ เมื่อแจ้งให้ทราบแล้วจะต้องให้เวลากกต.ศึกษาสำนวน ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ามีผู้ยกคำร้อง 28 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์นั้น เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของกกต. เพราะความเห็นของอนุกรรมการไม่ผูกพันกับกกต. อีกทั้งการทำงานของกกต.ก็ต้องยึดในหลักการแปลความข้อกฎหมายโดยไม่ใช่อคติต่อส.ส.และส.ว. ตนเชื่อกกต.ทุกท่านพิจารณาทำหน้าที่โดยดีที่สุด
ผู้สื่อข่าวถามว่า ส.ส.ที่ถือหุ้นที่อาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญต้องการให้กกต.ดูที่เจตนาของการได้รับหุ้นว่าเข้าไปก้าวก่ายบริษัทหรือไม่ นายสุทธิพล กล่าวว่า เรื่องนี้กกต.มองว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายอาญา เพราะกฎหมายอาญาต้องมีเจตนาและการจงใจ ซึ่งกกต.คงเห็นว่ากฎหมายต้องตีความเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม กกต.ก็ใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานอย่างรอบคอบแล้ว และเมื่อขึ้นศาลรัฐธรรมนูญก็คงจะมีมุมมองหลายอย่าง เพราะศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์อำนาจที่จะวินิจฉัยและวางบรรทัดฐานเพื่อได้ข้อยุติที่สุดตามบทบัญญัติที่ปรากฎในรัฐธรรมนูญ
Read More
 

ข่าวสด Copyright © 2009 Gadget Blog is Designed by Ipietoon Sponsored by Online Business Journal